Sticky: รับจ้างทำ SEO ราคาถูก คุ้มค่าคุ้มราคากับผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง

มีเว็บไซต์แล้วต้องการให้ติดหน้าแรกหรืออันดับต้นๆ ใน Google แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องยากถ้าคุณไม่รู้วิธีในการทำกันแล้วล่ะก็ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือหาบริษัทรับจ้างทำ SEO ราคาถูกมาทำให้ดีกว่า เพราะนอกจากเว็บไซต์ของคุณจะมีโอกาสได้เลื่อนอันดับขึ้นไปได้แล้ว ยังเป็นวิธีช่วยโปรโมทเว็บไซต์ที่คุ้มค่าคุ้มราคาและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการโปรโมทเว็บไซต์ด้วยวิธีการอื่นกันอีกด้วย สำหรับผลลัพธ์ที่คุณจะได้เมื่อเว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกหรือมีอันดับดีๆ ก็อย่างเช่น

1. การทำ SEO คือ
การทำการตลาดออนไลน์รูปแบบหนึ่งที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกของ Google หรือได้อันดับที่ดีขึ้น ด้วยคำหรือ Keyword คำใดคำหนึ่งที่คุณเลือก และเมื่อเว็บไซต์ของคุณได้ขึ้นอยู่อับดับต้นๆ ของการค้นหาในแต่ละครั้ง ก็จะมีส่วนทำให้สินค้าและบริการของคุณได้รับการพิจารณาจากลูกค้าหรือผู้สนใจก่อนเจ้าอื่นๆ ที่เปิดขายสินค้าหรือบริการเหมือนกัน ซึ่งทำให้เราได้เปรียบคู่แข่งขันเพราะมีโอกาสได้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณกำหนด Keyword เป็น “อุปกรณ์เครื่องเขียน” แล้วมีคนค้นหาคำว่า “อุปกรณ์เครื่องเขียน” เว็บไซต์ของคุณขึ้นอับดับหนึ่งก็จะมีเปอร์เซ็นต์ที่ผู้ค้นหาจะคลิกเข้าเว็บไซต์คุณมากกว่าอันดับอื่น

2. ช่วยให้คุณสามารถขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น
อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าบริการอินเตอร์เน็ตไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในประเทศเพียงเท่านั้น แต่ช่วยให้ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างกว้างไกลไปทั่วโลกกันเลยทีเดียว และถ้าคุณสามารถทำ SEO จนติดอันดับหนึ่งหรือหน้าแรกกันได้แล้ว และต้องการขยายฐานลูกค้าไปยังต่างประเทศก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกเช่นกัน สิ่งสำคัญก็คือเว็บไซต์ต้องพร้อม ถ้าต้องการขยายฐานลูกค้าไปทั่วโลกควรมีเว็บไซต์เป็นแบบ 2 ภาษา เพียงเท่านี้คุณก็จะมียอดขายเพิ่มมากขึ้น โดยมีราคาค่าใช้จ่ายแบบประหยัด ดังนั้นการเลือกบริษัทรับจ้างทำ SEO ราคาถูกจึงเป็นทางเลือกที่ถือว่าคุ้มค่าอย่างแน่นอน

3. ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าเดิมหรือลูกค้ารายใหม่ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องการนำเสนอสินค้าหรือบริการใหม่ๆ

4. การทำ SEO ช่วยให้บริษัทหรือห้างร้านของคุณดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
เพราะส่วนใหญ่แล้วเว็บไซต์ที่จะขึ้นติดอันดับหนึ่งได้นั่น เว็บไซต์จะต้องมีข้อมูลอยู่อย่างครบถ้วน และหลากหลาย
ทราบข้อดีของการทำ SEO กันแล้ว คราวนี้ก็อย่าลืมเลือกทำกับบริษัทหรือบุคคลที่รับจ้างทำ SEO ราคาถูกแต่มีคุณภาพ เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับ Google อย่างที่คุณต้องการ

เทรนด์ SEO ในปี 2016 เป็นอย่างไร เรามาหาคำตอบกัน

ปีเก่ากำลังจะผ่าน ปีใหม่ 2016 กำลังจะเข้ามา ท่านที่ทำ SEO คงจะเริ่มเตรียมตัววางแผนกับปีหน้ากันบางแล้ว SEO เป็นหนึ่งศาสตร์ความรู้ที่เริ่มจากประสบการณ์ มีการเปลี่ยนแปลงและอัพเดทในทุกๆ ปี ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้ง จะขึ้นอยู่กับทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคในเวลานั้่นๆ และนี่คือเหตุผลที่เราอยากจะให้คุณได้ทราบว่า เราคิดอย่างไรกับเทรนด์ SEO ในปี 2016 ที่จะถึงนี้

1.ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นของสมาร์ทโฟนและแอพฯ เป็นตัวกำหนดอนาคตของ SEO

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา Google ได้ปรับ Algorithm ใหม่โดยใส่ปัจจัย Mobile-Friendly Algorithm ซึ่งหากเว็บไซต์ไหนแสดงผลได้ดีบนสมาร์ทโฟน อันดับ Ranking ก็จะดีขึ้นนั่นเอง บางคนบอกว่ามันคือมหาวิบัติ mobilegeddon เลยทีเดียว และหากเว็บไซต์คุณที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับการแสดงผลทางสมาร์ทโฟน ก็จะเริ่มสูญเสียอันดับตำแหน่งในเสิร์จเอนจิ้นลงไป นอกจากการนี้ การทำแอพ เป็นของตัวเองกำลังได้ความนิยม และทาง Google เริ่มต้น index เข้าไปในการค้นหาผ่านมือถือด้วย ซึ่งแน่นอนว่าในปี 2016 เราจะได้เห็นจำนวนการใช้แอพฯ ที่เพิ่มขึ้น

2. การทำ SEO Local

เมื่อการค้นหาผ่านมือถือ กลายเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยม นักการตลาดได้ตระหนักว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการค้นหาสินค้า และบริการที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงตำแหน่งที่เขาอยู่ เมื่อต้นปี 2014 ทาง Google ได้ทำการศึกษาพบว่า 80% ของผู้ใช้งานมือถือต้องการผลการค้นหาที่โฟกัสใกล้ๆ กับตำแหน่งที่พวกเขาอยู่ ซึ่งหมายความว่าธุรกิจและบริษัทรับทำ SEO ควรเริ่มต้นปรับเปลี่ยนคอนเทนต์ให้เกี่ยวข้องกับสถานที่มากขึ้น ทั้งนี้เพราะคนที่มีกำลังจ่ายและต้องการซื้อสินค้า จะเริ่มต้นพิมพ์คำค้นหาเกี่ยวกับสถานที่และพวกเขาก็พร้อมที่จะเดินทางไปยังร้านค้าที่อยู่ใกล้ตัวเพื่อซื้อ

3. การสร้างสรรค์คอนเทนต์แบบ interactive

อย่างที่เราทราบกันแล้วว่า คอนเทนต์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด Google ชื่นชอบที่จะให้รางวัลกับเพจเว็บไซต์ที่มีคอนเทนต์ตรงประเด็น unique และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของยูสเซอร์ แต่อย่างไรก็ตาม มันไม่จำกัดแค่เพียงข้อความตัวหนังสือ ภาพ หรืออินโฟกราฟฟิก เท่านั้น ปัจจุบันมีบริษัทรับทำ SEO มืออาชีพบางแห่งสร้างสรรค์แนวทางต่างๆ ที่จะให้ยูสเซอร์ ได้มีส่วนร่วม ผ่านคอนเทนต์แบบ interactive มากขึ้น และนี่เริ่มกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมในปี 2016 ด้วย

4. ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นของการเสิร์จค้นหาข้อมูลด้วยเสียง

โดยปรกติเรามักจะพิมพ์คีย์เวิร์ดใน google ซึ่งคีย์เวิร์ดหรือคำค้นเหล่านี้กลายเป็นตัวกำหนดการแสดงผลที่กว้างๆ และในปัจจุบันการค้นหาด้วยเสียงผ่าน แอพฯ อย่าง Google Now, Cortana และ Siri เพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่า การตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบ จะเฉพาะเจาะจงมากขึ้นและเป็นคำถามง่ายๆ ผ่าน device สมาร์ทโฟน ขณะเดียวกันยูสเซอร์ก็คาดหวังคำตอบที่ตรงกับคำถาม ซึ่งตรงนี้เองนักการตลาดหรือนักรับทำ SEO มืออาชีพ ต้องหันมาปรับแต่งคอนเทนต์เพื่อที่ตอบคำถามเฉพาะมากขึ้น แทนที่การให้ข้อมูลแบบพื้นๆ กว้างๆ ทั่วไป

หวังว่าเทรนด์ SEO ในปี 2016 ที่กล่าวมาทั้ง 4 ข้อจะเป็นประโยชน์ต่อนักการตลาด หรือผู้ที่กำลังวางแผนทำ SEO ในปีหน้าไม่มากก็น้อยนะครับ อย่างไรก็ตามคุณต้องขวนขวายหาความรู้และพยายามใช้เครื่องมือต่างๆ ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เพื่อให้ประสบความสำเร็จกับ SEO ในปีหน้าครับ

วิดีโอคอนเทนต์จะสำคัญอย่างไรในปี 2016

คอนเทนต์ที่ดีคือการนำเอาสื่อประเภทต่างเข้ามาผสมผสาน อย่างลงตัว และสื่อสารออกมาได้อย่างตรงประเด็น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นบทความ รูปภาพ อินโฟกราฟฟิก วิดีโอ หรือสื่อ interactive ที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้ชม เช่น คำถาม หรือแบบสอบถามเก๋ๆ สิ่งเหล่านี้สร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมในแนวทางที่แตกต่างกันออกไป แต่อย่างไรก็ตามยังมีนักตลาดหลายคน ที่โฟกัอยู่กับการเขียนคอนเทนต์เท่านั้น และไม่ชื่นชอบความซับซ้อนของคอนเทนต์อย่าง วิดีโอ

คอนเทนต์รูปแบบวิดีโอ อาจจะใช้เวลาในการสร้างสรรค์งานมากกว่า ใช้ความพยายามและความเชี่ยวชาญในการสร้างมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการเขียนบทความ แต่กระนั้น วิดีโอ เป็นคอนเทนต์ที่ง่ายต่อการบริโภคมากกว่าบทความทั่วไป และมันจะมีความสำคัญอย่างมากในปี 2016 ทั้งนี้เพราะ

1.เพิ่มดีมานด์ของผู้ชม

วัตถุประสงค์ของคอนเทนต์ คือการเพิ่มดีมานด์ของผู้บริโภค ทั้งนี้ การตลาดคอนเทนต์เพิ่งประสมความสำเร็จเมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น เพราะผู้ชมเริ่มกระหายข้อมูลและความบันเทิงมากขึ้น ช่วง 2-3 ปีก่อนเราจะพบว่าผู้ชมสนใจคอนเทนวิดีโอมากขึ้นและเชื่อว่าในปี 2016 นี้ดีมานด์คอนเทนต์วิดีโอจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนมีการคาดการณ์ว่า ในปี 2017 วิดีโอจะครอบครอง 69% ของทราฟฟิกทั้งหมดเลยทีเดียว เพราะเหตุผล 3 ประการ

ประการแรก การขยายตัวและความเร็วของอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยให้คอนเทนต์วิดีโอพัฒนาขึ้นจากสมัยก่อน และยิ่งไปกว่านั้นการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตทำได้แพร่หลายมากขึ้น หมายความว่าผู้คนจะค้นหาวิดีโอ เพื่อตอบคำถามที่ตัวเองสงสัยมากขึ้นนั่นเอง

ประการที่สอง คือช่องทางเผยแพร่มากขึ้น แม้ว่า youtube จะมีจำนวนยูสเซอร์เป็นล้านคน แต่กระนั้นไม่ได้มีแค่ youtube เท่านั่นที่เป็นแพลทฟอร์มสำหรับวิดีโอ Vine ก็เริ่มได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน แม้ว่ามันจะเริ่มต้นมาไม่นาน ขณะเดียวกันยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดียหลายตัว ต่างหันมาให้ความสำคัญวิดีโอมากขึ้น เช่น เฟสบุ๊กและทวิตเตอร์ ได้รวมตัวกันและนำเสนอคอนเทนต์วิดีโอบนหน้าฟีดและสามารถเล่นได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเชื่อได้ว่าในปีหน้าจะมีฟีเจอร์เกี่ยวกับวิดีโอมากขึ้นในแพลทฟอร์มเหล่านี้ และมันจะเป็นตัวส่งเสริมผู้บริโภคได้โพสและแชร์วิดีโอกันอย่างแพร่หลาย

ประการสุดท้ายคือ ความง่ายดายในการสร้างวิดีโอคอนเทนต์ ปัจจุบันเครื่องมือในการสร้างและแชร์คอนเทนต์วิดีโอได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างง่ายๆ มือถือทุกวันนี้สามารถถ่ายคลิปวิดีโอกันได้ทุกคน และสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเพื่อแชร์วิดีโอส่วนตัวได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน แพลทฟอร์มใหม่ๆ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้สามารถอัพโหลดวิดีโอได้อย่างง่าย

2.เป็นไปได้หรือไม่ ที่เราจะทำแคมเปญการตลาดโดยไม่ใช้วิดีโอ ในปี 2016

คำตอบสั้นๆ คือ ได้ แต่กระนั้นการอ่านหรือรับชมจะอยู่แค่ในวงจำกัด ซึ่งถ้าแบรนด์สินค้าของคุณอยู่ในตลาดนีชและมีการแข่งขันไม่มาก ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชมชื่นชอบเสพคอนเทนต์ประเภทอื่น นอกจากวิดีโอ ก็ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องปรับปรับกลยุทธ์มากมายในปีหน้า แต่อย่างไรก็ตามถ้าคุณมีคู่แข่งจำนวนมาก หรือต้องการเข้าถึงผู้ชมในระดับกว้าง วิดีโอคอนเทนต์จะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญในแคมเปญการตลาดของคุณ

หากคุณเขียนบทความ อาจจะทำให้นักอ่านติดตามผลงานและแชร์คอนเทนต์คุณได้ แต่วิดีโอจะทำให้คอนเทนต์ได้รับความนิยม คำถามคือจะเริ่มต้นอย่างไร หลายคนคงคิดว่า การทำวิดีโอเป็นเรื่องยากและซับซ้อน เพราะไม่รู้จักเครื่องมือทำ และเชื่อว่าการสร้างคอนเทนต์วิดีโอเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ปัจจุบัน การสร้างสรรค์วิดีโอเป็นสิ่งที่ง่ายขึ้น เพียงแค่คุณมีสมาร์ทโฟน และเวลาเพียงเล็กน้อย คุณก็สามรถสร้างผลงานคุณภาพได้ไม่ยาก ซึ่งรูปแบบของวิดีโอ จะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับคุณจะวางแผนทำอย่างไร อาจจะทำเป็นวิดีโอการสอน รีวิว การสัมภาษณ์ หรือแนะนำเรื่องต่างๆ มาเริ่มต้นทำวิดีโอเพื่อปี 2016 กันเถอะ

เกาะติดเทรนการตลาดออนไลน์ปี 2016

เหลืออีกเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น ปี 2015 ก็จะผ่านพ้นไปอีกปีหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักการตลาดจะออกมาคาดการณ์เทรนด์ในปีหน้า การทำการตลาดออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกับนับวันอินเตอร์เน็ต ก็มีวิธีการแชร์ข้อมูลข่าวสารได้หลากหลายมากขึ้น ในฐานะของนักการตลาดที่ดีคุณต้องพร้อมเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ผจญกับเครื่องมือใหม่ๆ แพลตฟอร์มใหม่ๆ แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ยากลำบากเสมอ แต่มันก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณเกาะติดกระแสของเทรนด์ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง แล้วสิ่งใดบ้างที่คุณต้องเตรียมพร้อมในปี 2016 เรามาดูกันดีกว่า

Social Media เพิ่มความสำคัญมากขึ้น

แน่นอนว่า Social Media ต้องเป็นส่วนหนึ่งในการทำการตลาดออนไลน์ 2016 ปัจจุบันมีผู้ชมเข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลอย่างมาก และถ้าแบรนด์สินค้าของคุณไม่ได้ใช้ประโยชน์จาก Social Media มากที่ควร คุณพลาดสิ่งที่สำคัญอย่างมากทีเดียว Social Media เต็มไปด้วยผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของแบรนด์ และมันยังช่วยดึงทราฟฟิกเข้าเว็บไซต์อีกด้วย ขณะเดียวกันก็สร้างการรับรู้แบรนด์สินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มือถือคือทุกสิ่ง

ลองมองรอบๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะอยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือ BTS หรือแม้กระทั่งบนรถเมล์ คุณจะเห็นผู้คนรอบๆ ต่างใช้งานสมาร์ทโฟนเข้าถึงโลกออนไลน์เกือบทุกคน ด้วยราคาสมาร์ทโฟนที่ถูกลง คุณภาพที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ปัจจุบันกลายเป็น device ที่คนใช้งานแซงหน้าคอมพิวเตอร์ desktop ไปแล้ว ดังนั้น การทำการตลาดออนไลน์ปี 2016 ต้องคิดถึงยูสเซอร์ที่ใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งหมายความว่าเว็บไซต์แบรนด์สินค้าต่างๆ จะต้องรองรับการใช้งานผ่านมือถือ รวมทั้งการกำหนดเป้าหมายของแคมเปญการตลาด ต้องหยิบเอากลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้ไปพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยเช่นกัน

คอนเทนต์จะสำคัญยิ่งขึ้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจะพบว่าคอนเทนต์อยู่ในลิสของเทรนด์การตลาดออนไลน์ในทุกปี และปี 2016 ก็เช่นกัน คอนเทนต์ที่มีความเป็นธรรมชาติ ไม่บิดเบือน และตรงประเด็น จะเป็นสิ่งที่สร้างทราฟฟิก Organic ได้มากกว่าเดิมยิ่งขึ้น การบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแบรนด์ผ่านคอนเทนต์ บนเว็บไซต์ เว็บบล็อก และโซเชียลมีเดียยังคงเป็นสิ่งสำคัญในปีหน้า

คอนเทนต์วิดีโอ

ปัจจุบันผู้บริโภคสามารถชมคอนเทนต์ผ่านวิดีโอได้แทบทุกที่ และนั่นเป็นช่องทางที่สร้างการ engagement สื่อสารไปยังผู้คนนับล้านได้ในเวลาอันรวดเร็ว ขณะเดียวกันช่องทางของวิดีโอ มีพื้นที่ให้เผยแพร่มากกมาย ทั้ง Facebook, Periscope, Snapchat และ YouTube ซึ่งจะได้รับความนิยมมากขึ้นกว่าเดิม ผู้ชมชื่นชอบดูวิดีโอผ่านแพลทฟอร์มเหล่านี้ มากกว่าดูทีวีอย่างเช่นสมัยก่อน ดังนั้นในปี 2016 นักการตลาดควรจัดอันดับคอนเทนต์วิดีโอไว้อยู่ในระดับต้นของแผนการตลาดคุณ

การก้าวเข้าสู่ปีใหม่ นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ สู่การตลาดออนไลน์ ถ้าคุณวางแผนกลยุทธ์เสียแต่ตอนนี้ ว่าควรจะต้องทำอะไรบ้าง และลงมือเตรียมตัวให้พร้อม เชื่อว่าคุณจะสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและพร้อมโลดแล่นไปในปี 2016 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เคล็ดลับเกาะติดเทรนด์การตลาดคอนเทนต์ในปี 2016

“ส่งมอบวัตถุดิบที่ใช่ ให้กับคนที่ใช้ ในเวลาที่เหมาะสมและถูกช่องทาง” นี่คือหลักการทำการตลาดคอนเทนต์ในปี 2016 ซึ่งสิ่งที่สำคัญ คือ นักการตลาดจะต้องยกระดับคอนเทนต์ ให้ตรงตามความต้องการของผู้ชมมากที่สุด ตอบคำถามของพวกเขา หรือช่วยส่งเสริมให้พวกเขาไปยังจุดหมายที่ต้องการได้ ซึ่งบทความนี้จะแนะนำ 3 เทรนด์และทิปที่ช่วยให้คุณสามารถตามติดเทรนด์การตลาดคอนเทนต์ในปีหน้าได้ไม่ยาก มีอะไรบ้างเราไปดูกัน

1.Blogs

ปัจจุบันเราจะพบว่าของกราฟฟิกและวิดีโอมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจับเอาข้อดีของประเภทสื่อเหล่านี้มาใช้สามารถทำให้สิ่งที่คุณต้องการสื่อสารโดดเด่น น่าสนใจ และเป็นที่ดึงดูดสายตาของผู้อ่านได้ นอกจากนี้พยายามทำ Blog ให้รองรับและเป็นมิตรกับการเข้าถึงผ่านสมาร์ทโฟนมากที่สุด ส่วนเรื่องเนื้อหาของ Blog อาจจะเป็นเรื่องเบาสมองบ้าง คอนเทนต์ที่สนุกสนาน และมีความบันเทิง อย่างเรื่องราวสนุกๆ การประกวด หรือสูตรทำอาหาร หรือคำถาม ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ผู้ชมมีส่วนรวม อยากเขียน อยากตอบ

2.Video

วิดีโอเป็นรูปแบบคอนเทนต์ที่ค่อนข้างได้รับความนิยมและสามารถสร้างการมีส่วนร่วมได้มากกว่าประเภทอื่นๆ ขณะเดียวกันวิดีโอยังให้ผลตอบแทน ROI ที่ดีกว่าคอนเทนต์ตัวอื่นๆ ด้วย โดยมีการคาดการว่าปีหน้า กว่า 3 ใน 4 ของทราฟฟิกที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะมากจากคอนเทนต์รูปแบบวิดีโอ ขณะเดียวกันการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยีสื่อสาร ทั้งความเร็วอินเตอร์เน็ต สมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพขึ้น ช่วยขจัดอุปสรรคและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงคอนเทนต์วิดีโอได้ง่ายขึ้น ซึ่งการสร้างสรรค์วิดีโอในปีหน้า ควรลองประยุกต์สร้างวิดีโอ 360 องศาผ่านยูทูป หรือใช้งาน Live-broadcast สำหรับอีเวนต์ต่างๆ

3.Social Media

การสร้างวิดีโอ เป็นหนึ่งในเทรนด์ที่โดดเด่นของการตลาดโซเชียล เพราะวิดีโอสามารถสร้างการ engagement ได้มากกว่ารูปภาพเฉลี่ย 62% และอัตราการแชร์เพิ่มขึ้นกว่า 43% ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งแค่บน Facebook ก็มีการดูวิดีโอกว่า 8 ล้านวิวต่อวัน จากยูสเซอร์ที่มีจำนวนกว่า 500 ล้านคน ซึ่งจากการที่ Facebook ได้ทุ่มทุนซื้อแว่นสวมศีรษะ Oculus ทำให้เชื่อได้ว่าปี 2016 จะเทคโนโลยีทางด้านวิดีโอเกิดขึ้นมากมาย ขณะที่ทางด้าน Pinterest ได้ประกาศรูปแบบการค้นหาข้อมูล Visual search เพื่อให้คนที่ต้องการค้นหาอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร สามารถค้นหาได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเครื่องมือนี้จะค้นหาภาพที่ใกล้เคียงกัน และแสดงออกมาให้ยูสเซอร์ได้เห็นทันที

นอกจากนี้ การใช้งานกราฟฟิกหรือทำอินโฟกราฟฟิกเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะกว่า 95% ของนักการตลาดระบุว่ากราฟฟิกมีประสิทธิภาพมากกว่าคอนเทนต์ข้อความทั่วไป แต่อย่างไรก็ตามการออกแบบกราฟฟิกในปี 2016 ควรคำนึงถึงหลัก 3 ประการคือ ใช้งานได้ เข้าถึงได้ โหลดเร็ว พยายามทำให้เรียบง่าย และต้องแน่ใจว่าดีไซน์เหมาะสม ทั้งขนาด ฟอร์แมต และ device ของผู้ชม

4 เทรนด์มาร์เกตติ้งที่จะสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าในปี 2016

อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป นี่เป็นคำถามที่หลายคนต่างสงสัยเวลาพูดคุยเกี่ยวกับอนาคตของการตลาดดิจิตอล
ผู้นำการตลาดจะมองไปข้างหน้าเพื่อคาดการณ์และเตรียมตัวให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันหลายแบรนด์สินค้าไม่ค่อยใส่ใจกับความสำคัญของมือถือที่มีอิทธิพลกับชีวิตประจำวันของกลุ่มเป้าหมายอย่างมาก ซึ่งต่อไปนี้เป็นไกด์ไลน์สุดยอดเทรนด์การตลาดมือถือ ซึ่งคุณต้องให้ความใส่ใจอย่างยิ่ง

ขณะที่ปัจจุบันการใช้อุปกรณ์มือถือเติบโตอย่างต่อเนื่อง และแอคเคาท์ที่ใช้งานผ่านแพลทฟอร์มมือถือมีมากถึง 60% ของผู้ใช้มีเดียดิจิตอลทั้งหมด มีการคาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นสุดปี 2017 ตลาดโมไบล์คอมเมิร์ทจะเติบโตขึ้นถึง 25% ของยอดขาย e-commerce ทั้งหมด และกว่าครึ่งของผู้บริโภคเชื่อว่ามือถือคือเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจซื้อสินค้า และกว่า 44% ระบุว่าพวกเขาสนใจที่จะรับข้อเสนอโดยตรงผ่านมือถืออีกด้วย

1.Google กับแอพฯและมือถือ

ในช่วงกลางปี 2015 Google ได้สร้างความแตกตื่นให้กับนักการตลาดโดยการอัพเดทอัลกอริทึมล่าสุดเกี่ยวกับมือถือ ซึ่งหลาย คนเรียกว่า Mobilegeddon เป็นสัญญาณเตือนว่ามือถือจะมีความสำคัญมากที่สุดในการทำการตลาดออนไลน์ มีการเรียกร้องให้ ปรับแต่งเว็บไซต์รองรับมือถือ และพัฒนาออกแบบแอพฯ มือถือที่ดี และการทำกลยุทธ์การตลาดใดๆ ต้องคำนึงถึงมือถือเป็นอันดับแรกก่อน เทรนด์นี้จะเร่งตัวอย่างแรงในปีหน้า

2.โฆษณาหันมาจับช่องทาง Social Media แอพฯ และวิดีโอมากขึ้น

อะไรคืออนาคตของโฆษณา เมื่อ 2-3 ปีก่อน การโฆษณาบนโลกออนไลน์ดูราบรื่นไม่มีปัญหา แต่ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างโฆษณาและอินเตอร์เน็ตซับซ้อนยิ่งขึ้น การลงโฆษณาต้องต่อสู้กับซอฟแวร์และ add-ons บล็อกโฆษณา ดังนั้น สิ่งที่เป็นความหวังเดียวในการสร้างการมีส่วนรวมของผู้บริโภคของแบรนด์ต่างๆ คือ ช่องทางโซเชียลมีเดีย แอพฯ มือถือ และวิดีโอนั่นเอง

3.Proximity marketing

Proximity marketing คือวิธีการใหม่ที่อาศัยเทคโนโลยีมือถือทางด้านโลเคชั่น เพื่อจะสื่อสารโดยตรงกับผู้บริโภคผ่านอุปกรณ์มือถือ สร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค รวมทั้งนำเสนอคอนเทนต์ที่ถูกจริต เวลาที่พวกเขาเข้ามายังร้านค้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งร้านค้า Retail คาสิโน คลับสปอร์ต สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำแคมเปญการตลาดได้

ในทุกวันนี้ การตัดสินใจซื้อสินค้านั้นมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ พฤติกรรมของผู้บริโภคมีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ดังนั้น การครีเอทแคมเปญการตลาดเราต้องดีไซน์และสร้างออกมาให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยอาศัยประโยชน์จากเทรนด์ต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น

9 เทรนด์การตลาดคอนเทนต์ที่โลกต้องจับต้องมอง

อีกเพียงไม่กี่วันก็จะผ่านพ้นปี 2015 ไปแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนเรามักจะหันกลับมาสำรวจและวิเคราะห์บทเรียนในปีที่ผ่านมา สำหรับนักการตลาดก็เช่นกัน ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดการตลาดคอนเทนต์ที่ทำมาตลอด 12 เดือน แต่ในปีหน้าเทรนด์การตลาดคอนเทนต์จะเป็นอย่างไรบ้าง

1.โฆษณาให้น้อย ใส่คุณค่ามากขึ้น

ในศตวรรษที่ 21 เป็นยุคของผู้บริโภคตัดสินใจด้วยข้อมูลข่าวสาร เป็นยุคที่ผู้ชมต้องการเนื้อหาที่มีประโยชน์มากกว่าสิ่งอื่นใด ผู้ชมเริ่มเบื่อหน่ายกับป๊อปอัพโฆษณาที่ทำให้เสียเวลาและข้อมูลสินค้าที่มีไม่กี่บรรทัด
พวกเขาต้องการอ่านรายละเอียดของสินค้า เนื้อหาคอนเทนต์ที่สร้างความรู้และสร้างแรงผลักดันในการตัดสินใจซื้อสินค้า หรือพูดง่ายๆ คือ ผู้บริโภคสมัยใหม่ฉลาดมากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณต้องทำเนื้อหาที่ตรงประเด็น

2.สร้าง blog เป็นของตัวเอง

เมื่อพูดถึงเรื่องเว็บ blog ในปี 2015 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ธุรกิจต่างๆ ที่หันมาใช้งาน blog สามารถสร้างทราฟฟิกได้มากกว่าที่ไม่ได้ทำถึง 67% ซึ่งถ้าคุณไม่ได้ใช้งานเครื่องมือนี้ รีบทำด่วน ปัจจุบันมี blog ถูกสร้างขึ้นใหม่กว่า 50,000 blog ในแต่ละวัน

3.คอนเทนต์บทความยังสำคัญ

แม้ว่าการตลาดคอนเทนต์ในปัจจุบันจะเต็มไปด้วยคอนเทนต์ประเภท รูปภาพ วิดีโอ และ visual ต่างๆ
แต่อย่างไรก็ตามคอนเทนต์ตัวหนังสือก็ไม่มีวันตาย เพราะตราบใดที่ผู้คนยังค้นหาด้วยการพิมพ์คีย์เวิร์ด คอนเทนต์บทความ ก็จะมีความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ผู้คนจะให้ความสนใจกับเรื่องราวดี บทความดีๆ ที่มีคีย์เวิร์ดที่ต้องการหา นอกจากนี้การค้นหาคำแบบ long-tail จะยิ่งมีความสำคัญในปี 2016 ด้วย

4.เลือกใช้วิดีโอกันบ้าง

แม้ภาพจะสามารถแทนคำพูดได้ 1 พันคำ แต่วิดีโอมีค่าเท่ากับคำเป็นล้านคำ มีการคาดการว่า ในปี 2017 วิดีโอจะครอบครองทราฟฟิกการรับชมของผู้บริโภคถึง 69% ซึ่งแน่นอนว่าปี 2016 จะเป็นปีทองของคอนเทนต์วิดีโอ และที่สำคัญเชื่อว่ารูปแบบวิดีโอ จะดูเป็นสไตล์บ้านๆ มากกว่าจะเป็นภาพยนตร์โฆษณาจากมืออาชีพเพียงเท่านั้น

7.คอนเทนต์จะไหลจากเว็บมาอยู่แอพฯ มากขึ้น

ทั้งนี้ด้วยการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้มือถือ หลายต่อหลายคนอ่านข่าวและรับข้อมูลต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเลตหลายชั่วโมงต่อวัน ดังนั้น จึงถูกคาดการณ์ว่าคอนเทนต์จะไหลเข้าไปอยู่ในแอพฯ ต่างๆ มากขึ้น และปล่อยให้เว็บเบราเซอร์กลายเป็นอดีตไป เราได้เห็นจุดเริ่มต้นแล้วในปีนี้ เมื่อ Apple Watch ตัดสินใจไม่สนับสนุน Safari อีกต่อไป และให้ผู้ใช้เข้าผ่านทางแอพฯ เท่านั้น

8.ชมคอนเทนต์แล้วซื้อสินค้าได้ทันที

ในปี 2016 คอนเทนต์จะเปิดโอกาสให้ยูสเซอร์สามารถซื้อสินค้าได้ทันที ทุกเวลา อย่างที่ Pinterest ได้แสดง Buyable Pins เมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่ Instagram เปิดตัวออฟชั่น Shop Now ซึ่งทำให้สามารถซื้อสินค้าผ่านแอพเชื่่อมโยงอย่าง Like2Buy จะเห็นว่าหลายแพล็ทฟอร์มมุ่งมั่นที่จะเป็นแมกกาซีนชอปปิ้ง เปลี่ยนให้ผู้อ่านกลายมาเป็นลูกค้าและซื้อสินค้าได้อย่างไม่ยากเย็น

4 เทรนด์โซเชียลมีเดีย Facebook ในปี 2016

การจะประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ปีหน้าได้นั้น ต่อพึ่งพา 2 ด้านด้วยกัน อย่างแรกคือ ความรู้เกี่ยวกับเทรนด์การตลาด สอง การนำเอาเทรนด์เหล่านี้มาปรับประยุกต์ใช้และการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้ชม ในบทความนี้จะพูดถึง 4 เทรนด์โซเชียลมีเดียของ Facebook ในปี 2016 นี้

1.วิดีโอเป็นตัวชูโรงใน Facebook

เมื่อไม่นานมานี้ Facebook เริ่มต้นทดลองการใช้วิดีโอเป็นโปรไฟล์รูปภาพ ซึ่งทำให้นึกถึง MySpace หรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ ที่สามารถโพส Gifs หรือ วิดีโอได้ การทดลองในครั้งนี้มันจะส่งผลกระทบต่อกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ของคุณ มันทำให้อีเวนต์ต่างๆ ของคุณมีความสนใจมากขึ้น โดยการทำธีมโปรไฟล์วิดีโอให้เข้ากับเทศกาลต่างๆ เช่น คริสมาส หรือซัมเมอร์ และเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้มีเห็นตัวตน รู้จักภาพลักษณ์ของแบรนด์มากขึ้น นอกจากนี้ 2-3 วันก่อน Facebook ก็ออกฟีเจอร์ Live Streaming ที่ให้ทุกคนสามารถถ่ายทอดสดผ่านทางแอพฯ Facebook ได้ ซึ่งเป็นการเปิดศึกกับแอพฯ Periscope ของทวิตเตอร์อย่างแท้จริง

2.ความเป็นส่วนตัวที่มากขึ้น Facebook จะช่วยให้คุณสามารถเลือกได้ว่าอะไรที่ต้องการแสดง

คุณสามารถตั้งค่าประวัติส่วนตัวออนไลน์ โดยการเลือกรูปภาพ 5 อันดับแรกที่ต้องการให้เพื่อนเห็นเวลาที่เข้ามาดู Profile ของคุณ นอกจากนี้คุณยังสามารถเขียนส่วน about ให้โดดเด่นได้ ซึ่งความเป็นส่วนตัวจะถูกเน้นมากขึ้น คุณสามารถเลือกได้ว่าภาพลักษณ์ของ profile และสิ่งที่ต้องการแสดงเป็นอย่าไร เมื่อเวลาที่ผู้คนเข้ามาชม ซึ่งตรงนี้เองคุณสามารถทำอะไรได้หลายอย่างที่จะทำให้แบรนด์ดูดี และโดดเด่น

3.การมีส่วนร่วมจะหลากหลายมากขึ้น Facebook จะพัฒนาปุ่ม Like

หลายต่อหลายแบรนด์ยังคงนับแต่จำนวนยอดไลค์ที่ได้จากแต่ละโพส ขณะที่ปัจจุบันยูสเซอร์สามารถที่จะตอบสนองการมีส่วนร่วมกับโพสได้หลากหลายขึ้น โดยเมื่อไม่นานมานี้ Facebook ได้สร้างปุ่มตอบสนองให้มีความหลากหลายมากขึ้น คล้ายกับ อิโมติคอน ช่วยให้ยูสเซอร์แสดงความรู้สึก รัก หัวเราะ เศร้า โกรธ
ปุ่ม Like เป็นที่รู้จักกันตั้งแตปี 2009 และหลังจากนั้นมีการเรียกร้องให้มีปุ่ม dislike ขึ้นมา ซึ่งได้รับการตอบสนองเป็นอิโมติคอนหลายหลาย สิ่งเหล่านี้เองทำให้คุณสามารถทราบความหมายจากการกดปุ่มจากลูกค้าได้อย่างชัดเจน ว่ารู้สึกอย่างไรต่อคอนเทนต์ ซึ่งไม่จำกัดเพียงแค่ปุ่ม Like อย่างเดียวเท่าที่จะบอกว่าผู้ชมรู้สึกอย่างไร แบรนด์ต่างๆ สามารถนำมาคำนวนเป็นอัตราส่วนเพื่อวิเคราะห์ว่าโพสนั้น มีความ Positive หรือ negative หรือกลางๆ ทำให้คุณประเมินการตอบสนองจากผู้ชมได้ดีขึ้น

4.ในปี 2016 Facebook เน้นมือถือเป็นหลัก

การอัพเดทใหม่ๆ ของ Facebook ทั้งหลายแหล่จะเน้นการเข้าชมผ่านทางแอพฯ มือถือมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ยาก จากที่เราได้ติดตามมาในปีนี้พบว่าส่วนใหญ่แล้วการอัพเดทใหม่ๆ จะออกมาเพื่อรองรับมือถือ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขนาดการแสดงภาพ ปรับแต่งให้รองรับมือถือทุกระบบ ซึ่งนี่เป็นเทรนด์ที่คุณไม่สามารถมองข้ามได้ และไม่ควรปล่อยให้สูญเสียลูกค้าไป เพราะมัวแต่ติดกับกลยุทธ์ที่เน้นเฉพาะลูกค้าจากเดสท็อปเท่านั้น